Smart Deka - คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1642/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1642/2534

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นายมะพลับ กับพวก จำเลย - นางทับทิม โดย นายจำปา จำเลย - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1562 1754 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 161 167 225 247 249 ป.พ.พ. ม.1562 ม.1754 ป.วิ.พ. ม.161 ม.167 ม.225 ม.247 ม.249

3. เนื้อหา

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ แม้จำเลยที่ 1เป็นยาย ของโจทก์ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการที่จำเลยที่ 1โอนทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ให้ตนเองและให้จำเลยที่ 2 นั้น เป็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก หาได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวที่จำเลยที่ 1 เป็นยาย อันจะพึงถือว่าเป็นกรณีพิพาทระหว่างหลานกับยาย ไม่ แม้จำเลยที่ 1ได้ถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ก็ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์กลายเป็นฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ต้องห้ามตามป.พ.พ. มาตรา 1562. โจทก์เป็นทายาทของผู้ตาย ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายว่าจัดการมรดกโดยไม่ชอบขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนทรัพย์พิพาทอันเป็นมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ตกอยู่ ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททั้งหมด จึงไม่อาจยกอายุความมรดก1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์พิพาทมิใช่มรดกของผู้ตาย เพราะจำเลยที่ 1 และสามีซื้อทรัพย์พิพาททั้งสองแปลง โดยใส่ชื่อผู้ตายและบุคคลอื่นไว้แทนแต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ การกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับหรือไม่ อยู่ในดุลพินิจ ของศาลที่จะพิพากษาเช่นนั้นได้.


โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้โอนทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการโอน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ทราบว่าเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว แต่ใช้สิทธิเรียกร้องเกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นยายของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1562 ส่วนโจทก์ที่ 1 ฟ้องเกินกว่า 1 ปีนับแต่รู้ถึงการตายของเจ้ามรดก จึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1562 และคดีโจทก์ทั้งสี่ไม่ขาดอายุความ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ เห็นว่าเป็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งมีจำเลยที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หาได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวที่จำเลยที่ 1 เป็นยายของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อันจะพึงถือว่าเป็นกรณีพิพาทระหว่างหลานกับยายไม่แม้จำเลยที่ 1ได้ถึงแก่กรรมไปในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กลายเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แล้วนั้น เห็นว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายว่าจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนทรัพย์พิพาทอันเป็นมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททั้งหมดเท่านั้น จะยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสี่หาได้ไม่ คดีโจทก์ทั้งสี่จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า ทรัพย์พิพาทไม่เป็นมรดกของผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 และสามีซื้อทรัพย์พิพาททั้งสองแปลงแต่ใส่ชื่อผู้ตายและบุคคลอื่นไว้แทนนั้น เห็นว่า ข้อฎีกาดังกล่าวจำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสี่แก้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองควรรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตลอดจนค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสี่ในศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่าการให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาเช่นนั้นได้"

พิพากษายืน.

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ ถาวร ตันตราภรณ์ วินัย กันนะ

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุความในมาตรา 1562 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ว่าผู้ใดกจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" นั้นมุ่งหมายมิให้บุตรหลานฟ้องบุพการีอันได้แต่บิดามารดาปู่ย่าตายาย ของตนไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาอันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเรานั้นต้องให้ความเคารพนับถือบุพการีเป็นสำคัญเพราะหากขาดเสียซึ่งสิ่งเหล่านี้แล้ว สังคมไทยจะสับสนวุ่นวาย ไม่มีความเคารพยำเกรงผู้หลักผู้ใหญ่ แม้แต่บิดามารดา ปู่ย่าตายายของตนก็ยังฟ้องร้องในโรงศาลได้ ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไรบทกฎหมายดังกล่าวจึงชอบด้วยเหตุผล

อย่างไรก็ดี กฎหมายก็มีทางออกให้เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ที่ถูกต้องห้ามมิให้ฟ้องบุพการีว่า หากมีความจำเป็นต้องเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของตน อาจร้องขอให้อัยการยกคดีขึ้นว่ากล่าวได้ กล่าวคือร้องขอให้อัยการเสนอคดีสู่ศาลอันถือว่าเป็นอำนาจของอัยการที่จะกระทำได้ และถ้าหากผู้นั้นเป็นผู้เยาว์อยู่ก็มีสิทธิร้องขอต่ออัยการตามลำพังได้ โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน ทั้งนี้โดยถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้นั้น(คำพิพากษาฎีกาที่ 244/2511)

มีปัญหาว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใดหรือผู้ใดกับบุพการีตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นจะจำกัดเฉพาะแต่มีความสัมพันธ์กันโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นหรือไม่มี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2532 ได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น จากแนวคิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้หลักกฎหมายว่ากรณีที่ต้องห้ามฟ้องนั้น ก็เฉพาะแต่ผู้ที่เป็นบุตรหลายที่ชอบด้วยกฎหมายของบุพการีเท่านั้น

การต้องห้ามมิให้ฟ้องบุพการี ห้ามเฉพาะแต่การฟ้องในฐานส่วนตัวเท่านั้นหมายความว่าบุพการีกระทำหรือละเว้นกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งของบุตรหลานโดยตรงในฐานะที่เป็นบุพการีมิใช่ฐานะอื่น แต่ถ้าหากกระทำในฐานะอื่น เช่น ในฐานะผู้จัดการมรดกดังนั้น ย่อมไม่ต้องห้ามเพราะเป็นการฟ้องผู้จัดการมรดก มิได้ฟ้องบุพการีในฐานะส่วนตัวโดยตรง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707/2515)

คำพิพากษาศาลฎีกาในหัวข้อหมายเหตุนี้เดินตามแนวหลักเดิมที่ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นยายของโจทก์ที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ทั้งสามได้โอนทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ทั้งสาม ใส่ชื่อของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 อันเป็นที่เห็นได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นเป็นการทำในฐานะผู้จัดการมรดก มิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว เพราะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการมรดกแต่การจัดการมรดกนั้น ได้กระทำโดยมิชอบเพราะมิได้จัดการแบ่งให้ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามสิทธิ เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกที่จัดการมรดกโจทก์มิชอบได้ตัวอย่างคดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงแห่งคดีว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัวอีกด้วย

ปัญหามีว่าถ้าจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้จัดการมรดก แต่ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายใส่ชื่อของตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ ดังนี้ โจทก์ที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 จะฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนได้หรือไม่ กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 กระทำในฐานะส่วนตัว ฉะนั้น โจทก์ที่ 2, ที่ 3และที่ 4 จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ทางแก้ก็คือต้องร้องขอให้อัยการยกคดีขึ้นว่ากล่าวดำเนินการตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ตอนท้าย.

พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา.

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ