Smart Deka - คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258-259/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258-259/2529

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นางสาวฟ้า กับพวก จำเลย - บริษัท รัชดานคร จำกัด

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 208 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 31 41 ป.วิ.พ. ม.208 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 ม.31 ม.41

3. เนื้อหา

จำเลยในคดีแรงงานยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่อ้างว่าเจ้าพนักงานศาลปิดสำเนาฟ้องและหมายเรียกจำเลยณที่อื่นซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยและในช่วงวันนัดถึงวันชี้ขาดตัดสินคดีผู้แทนของจำเลยเดินทางไปต่างจังหวัดหากข้อเท็จจริงเป็นดังจำเลยอ้างจำเลยย่อมไม่สามารถจะแถลงขอให้ศาลพิจารณาใหม่ภายใน7วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา41ได้เพื่อยังความยุติธรรมให้เกิดขึ้นโดยแท้จริงสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา208มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือศาลแรงงานกลางต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)


โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระค่าจ้างและคืนเงินประกันแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองสำนวนขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและพิจารณาคดีใหม่อ้างว่าจำเลยไม่ได้รับสำเนาคำฟ้องไม่ทราบวันนัดของศาลเพราะพนักงานเดินหมายปิดหมายเรียกจำเลยและสำเนาคำฟ้องณที่อื่นซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้แต่เพียงผู้เดียวก็เดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่25ตุลาคม2528และเดินทางกลับสำนักงานของจำเลยเมื่อวันที่7พฤศจิกายน2528พนักงานของจำเลยได้นำหมายเรียกจำเลยมามอบให้กรรมการของจำเลยแล้วแจ้งว่าได้รับหมายดังกล่าวจากผู้มีชื่อผู้เป็นเจ้าของสถานที่ที่ปิดหมายนำมามอบให้เมื่อวันที่6พฤศจิกายน2528วันที่8พฤศจิกายน2528เวลาเย็นจำเลยจึงให้ทนายความดำเนินการตรวจสอบวันจันทร์ที่11พฤศจิกายน2528จำเลยจึงทราบว่าถูกโจทก์ทั้งสองฟ้องและศาลพิพากษาคดีแล้วตั้งแต่วันที่31ตุลาคม2528จำเลยจึงมิได้มาศาลในวันนัดหากมาศาลจำเลยจะให้การและสามารถต่อสู้คดีโดยมีทางชนะได้ขอให้ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยให้การและพิจารณาคดีใหม่

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนดเจ็ดวันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา41ไม่อนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอ้างจำเลยย่อมไม่สามารถจะแถลงขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนดเจ็ดวันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา41ได้เป็นธรรมดาอยู่เองเพื่อยังความยุติธรรมให้เกิดโดยแท้จริงสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา208มาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา31ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่2810/2524ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยมิได้ไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองสำนวนแล้วมีคำสั่งใหม่ต่อไป

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ จุนท์ จันทรวงศ์ สมบูรณ์ บุญภินนท์ เพียร สุมิระ

5. ที่มา

แหล่งที่มา ADMIN

6. หมายเหตุ

หมายเหตุในคดีแรงงานจำเลยไม่จำต้องยื่นคำให้การเช่นคดีแพ่งทั่วไป เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 37 วรรคสอง เพียงแต่บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" ต่างกับคดีแพ่งทั่วไปซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 จำเลยจะต้องทำคำให้การเป็นหนังสือไปยื่นต่อศาลภายในกำหนดแปดวันนับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีแรงงาน ศาลจึงไม่อาจสั่งจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 ได้ส่วนการขาดนัดพิจารณานั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 40วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37แล้วไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา ให้ศาลแรงงานมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว" ซึ่งถ้าเป็นคดีแพ่งทั่วไปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ถ้าส่งหมายกำหนดวันสืบพยาน (นัดแรก) ให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว จำเลยไม่มาศาลจำเลยก็ตกเป็นผู้ขาดนัดพิจารณาการขาดนัดในคดีแรงงานจึงมีเพียงประการเดียวคือ "ขาดนัด" เพราะไม่มาศาลในวันที่ศาลนัดให้มาศาลตามมาตรา 37 ไม่ใช่เป็นการขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 เพราะไม่ใช่กรณีที่ไม่มาศาลในวันสืบพยาน (นัดแรก) ทางแก้ของจำเลยที่ถูกศาลแรงงานสั่งว่า "ขาดนัด" มีทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องมาแถลงให้ศาลแรงงานทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งเพื่อให้ศาลแรงงานทำการไต่สวนให้ ถ้าเห็นว่าจำเลยมาไม่ได้เพราะมีความจำเป็นก็มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาให้ใหม่ (มาตรา 41) ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าจำเลยมาแถลงถึงเหตุจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้เกินกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งศาลแรงงานจะมีอำนาจไต่สวนถึงเหตุจำเป็นนั้นให้ได้หรือไม่ เรื่องนี้ศาสตราจารย์มะขาม เห็นว่า "ถ้าจำเลยมาแถลงเกินกำหนด7 วัน ศาลก็น่าจะไม่มีอำนาจไต่สวน ถึงเหตุแห่งความจำเป็น และไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 40 เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้รับหมายเรียกให้มาศาล ซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวนได้แม้จะมาแถลงเกินกำหนด 7 วัน และถ้าได้ความว่าจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกจริง ๆ กระบวนพิจารณาที่ศาลดำเนินมาทั้งหมดย่อมเป็นการไม่ชอบ และศาลอาจสั่งเพิกถอนได้ตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" (ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานโดย ศาสตราจารย์มะขาม พิมพ์ครั้งที่ 3ที่โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม) เกี่ยวกับปัญหานี้ ต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2810/2524วินิจฉัยว่า กรณีจำเลยอ้างว่าไม่ทราบกำหนดนัดพิจารณา เพราะส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกตามภูมิลำเนาตามฟ้อง ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาแท้จริงตามทะเบียนบ้านของจำเลย มิใช่กรณีตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยต้องได้รับหมายเรียกและกำหนดนัดพิจารณาแล้ว กรณีนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 และเมื่อปรากฏว่ายังมิได้มีการส่งคำบังคับหรือพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือมีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3567/2524 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่าได้ย้ายสำนักงานไปอยู่ที่อื่น การส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องไม่ชอบมิได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาเฉพาะหลักฐานหนังสือรับรองทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่โจทก์ส่งศาล แล้วสั่งว่าตามหลักฐานที่โจทก์ส่งศาล ปรากฏว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ ณ สถานที่ที่ปรากฏในฟ้องไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลย ให้ยกคำร้องจึงเป็นไม่ชอบกรณีต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยก่อน เหตุนี้กรณีที่จำเลยในคดีแรงงานจะต้องมาแถลงให้ศาลแรงงานทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่ง จึงหมายถึงเฉพาะกรณีที่จำเลยได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้วเท่านั้น หากมีกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยยังไม่ได้รับหมายเรียกของศาลเช่นคดีนี้ แม้จะมายื่นเกินกำหนดเจ็ดวันศาลก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 41 ให้ ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม. วิศิษฎ์ ลิมานนท์.

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ