คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3483/2528

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นายกันเกรา จำเลย - นายยี่หุบ

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1523 1525 ป.พ.พ. ม.1523 ม.1525

3. เนื้อหา

การที่จำเลยพา บ.ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นภริยาโจทก์ไปร่วมประเวณี แม้บ.จะยินยอมสมัครใจร่วมประเวณี กับจำเลยก็ถือว่าจำเลยกระทำล่วงเกิน ภริยาโจทก์ไปในทำนอง ชู้สาวจำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนให้โจทก์ และการที่จำเลยพาภริยาโจทก์ไปร่วมประเวณีดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ผู้เป็นสามีได้รับความเสื่อมเสียทั้งด้านจิตใจเกียรติยศและชื่อเสียง ซึ่งไม่อาจคิดเป็นราคาเงินได้การกำหนดค่าทดแทนให้เพียงใดย่อมแล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดี


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2522 โจทก์ขายพลอยแดง 1 เม็ด ให้แก่นายทอง สุริการ ในราคา 450,000 บาท โดยตกลงซื้อขายกันที่ธนาคาร จำเลยที่ 1สาขาขลุง จำเลยที่ 2 ผู้จัดการธนาคารอยู่และรู้เห็นด้วย นายทองชำระค่าพลอยด้วยเช็คจำเลยที่ 1 สาขาขลุง ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2522 โจทก์ถามจำเลยที่ 2ว่าเช็คที่นายทองมีเงินในบัญชีพอจ่ายหรือไม่ จำเลยที่ 2 ว่ามีพอจ่ายโจทก์จึงขายพลอยให้นายทองและรับเช็คไว้ วันเดียวกันนั้นโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับจำเลยที่ 1 โดยนำเช็คของนายทองจำนวนเงิน 450,000 บาทฝากเข้าบัญชี และจำเลยได้มอบสมุดเช็คให้โจทก์ไว้ และในวันเดียวกันนั้นโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประจำกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน จำนวนเงิน 400,000 บาทและนำเงินสดอีก 300,000 บาท ฝากเข้าบัญชี ต่อมาโจทก์ได้นำเงินสดจำนวน 60,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากประจำอีกและได้ถอนไปแล้ว 10,000 บาท คงเหลือเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 750,000 บาทต่อมาโจทก์ขอถอนเงิน 749,900 บาท จากบัญชีเงินฝากประจำ แต่จำเลยจะจ่ายให้เพียง 299,900 บาท โดยอ้างว่าเช็คของนายทองเรียกเก็บเงินไม่ได้ ต้องตัดยอดเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ออก 450,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเช็คของนายทองสามารถเรียกเก็บเงินได้จนจำเลยรับฝากเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 450,000บาทให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2522จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า การซื้อขายพลอยระหว่างโจทก์กับนายทอง สุริการจำเลยไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย ไม่ได้ทำกันที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาขลุง โจทก์ไม่ได้ถามจำเลยว่านายทองมีเงินในบัญชีพอจ่ายหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับรองแก่โจทก์ว่านายทองมีเงินในบัญชีพอจ่าย ในวันที่ 16 ตุลาคม 2522 โจทก์นำเช็คของนายทองเงินรวม 450,000 บาท ไปขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับจำเลยที่ 1 และในวันนั้นโจทก์ขอเปิดบัญชีเงินฝากประจำด้วย โดยเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน 400,000 บาท และนำเงินสดอีก 300,000 บาทมาเปิดบัญชี ต่อมาปรากฏว่าเช็คที่โจทก์นำมาเข้าบัญชีไม่มีเงินในบัญชีพอจ่ายจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว และโจทก์ได้รับเช็คคืนไปแล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ทั้งไม่ได้บรรยายว่าได้รับความเสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 450,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละแปดต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม2522 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงิน450,000 บาทให้โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2522โจทก์กับนายทองไปตกลงซื้อขายพลอยกันที่ธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาขลุงต่อหน้าจำเลยที่ 2 โจทก์รับเช็คเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนายทองและสามารถนำเข้าเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันได้เพราะจำเลยที่ 2 รับรองว่านายทองมีเงินอยู่ในบัญชีพอที่จะใช้เงินตามเช็คดังกล่าวได้ แม้ความจริงนายทองจะไม่มีเงินอยู่ในบัญชี แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาขลุงมีอำนาจผ่านเงินทางบัญชีให้นายทองซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารไปก่อนได้ โดยถือว่านายทองขอเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวตามข้อตกลงในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ข้อ 10 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าเคยผ่านเงินทางบัญชีให้นายทองมาก่อนแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เช็คเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อสิ้นวันที่ 16 ตุลาคม 2522 และธนาคารทำใบคืนเช็คแจ้งให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย ล.12 แผ่นที่ 2 ที่ 3 นั้น ขัดต่อเหตุผลและแตกต่างกับคำของนายคัดเค้า พยานจำเลยเพราะเช็คดังกล่าวเป็นของนายทองซึ่งเป็นลูกค้าจำเลยที่ 1 สาขาขลุง จำเลยที่ 2 ย่อมตรวจสอบได้ทันทีว่าเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้ ชอบที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินทันที ไม่จำต้องรอให้สิ้นวันที่ 16ตุลาคม 2522 และนายคัดเค้าเบิกความว่า เมื่อทำใบคืนเช็คตามเอกสารหมาย ล.12แผ่นที่ 2 ที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 2 ว่ายังไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้อีกว่าจำเลยไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ในวันดังกล่าวและถือได้ว่าเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้ การเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์จึงสมบูรณ์ และการที่โจทก์ใช้เช็คสั่งจ่าย 400,000 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเปิดเข้าบัญชีเงินฝากประจำก็เป็นการสมบูรณ์เช่นกัน ข้อที่จำเลยให้การและจำเลยที่ 2 เบิกความทำนองว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2522 โจทก์ถอนเงิน749,900 บาท จากบัญชีเงินฝากประจำตามใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.7 และนำเงินดังกล่าวฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันตามใบนำฝากเงิน เอกสารหมาย จ.9 โจทก์คงเหลือเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากประจำอีกเพียง 100 บาท นั้น จำเลยที่ 2 เบิกความว่าโจทก์ขอให้โอนเงิน 749,900 บาทจากบัญชีเงินฝากประจำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน แต่ไม่มีหลักฐานการขอโอน คงมีแต่ใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.7 ทั้งนายคัดเค้าเบิกความว่า โจทก์ขอถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.7 ธนาคารไม่ได้จ่ายเงินสดให้โจทก์ โดยทำเป็นแคชเชียร์เช็คเอกสารหมาย จ.8 แล้วโอนเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ การออกแคชเชียร์เช็คและโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งของลูกค้าต้องขอให้ธนาคารทำ ธนาคารไม่มีอำนาจทำโดยพลการ และนายแคแสดพยานจำเลยอีกปากหนึ่งเบิกความว่า การโอนเงินของลูกค้าจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งต้องให้ลูกค้าเจ้าของบัญชียินยอมและมายื่นคำขอด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ว่าแคชเชียร์เช็คเอกสารหมาย จ.8 โจทก์มิได้ขอให้ออก และมิได้เสียค่าธรรมเนียมจำเลยออกให้เองตามหน้าที่ ซึ่งโจทก์เบิกความว่าจำเลยไม่จ่ายเงิน 749,900 บาท ให้โจทก์ตามใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.7 โจทก์มิได้ยินยอมให้จำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีอื่นใดทั้งสิ้น แคชเชียร์เช็คตามเอกสารหมาย จ.8 และใบนำฝากเงินเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยจัดทำ เข้าใจว่าจำเลยจัดทำขึ้นเอง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำโจทก์ จำเลยขีดฆ่ารายการที่โจทก์นำเช็คเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 เข้าบัญชีออกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และโอนเงินโจทก์จากบัญชีเงินฝากประจำไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันโดยพลการเป็นการไม่ชอบและเป็นเหตุให้โจทก์ขาดเงินตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ไปรวม 450,000 บาทจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ อภินย์ ปุษปาคม สำเนียง ด้วงมหาสอน พิชัย วุฒิจำนงค์

5. ที่มา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

6. หมายเหตุ

หมายเหตุ

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ