คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2528

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นางดาวเรือง จำเลย - นางสำรอง

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 27 88 142(5) 199 247 ป.วิ.พ. ม.27 ม.88 ม.142(5) ม.199 ม.247

3. เนื้อหา

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยไม่ได้แถลงข้อความอะไรเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยมีสิทธิอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยหาจำต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แต่อย่างใดไม่ เพราะเป็นการสืบพยานตามที่กฎหมายบัญญัติอนุญาตให้จำเลย ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลและศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ สาบานตนให้การเป็นพยานเองได้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเฉพาะที่จำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน จึงเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ได้ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาก็ตาม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบด้วย มาตรา 247

ในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่าจำเลยเพิ่งทราบเรื่องมีการส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้อง เมื่อศาลมีหมายแจ้งนัดสืบพยานโจทก์ไปให้ทราบการขอยื่นคำให้การของจำเลย จึงเป็นการร้องขอเมื่อเสร็จการพิจารณาแล้วก่อนมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยอ้างต่อศาลว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อเริ่มต้นสืบพยานหรือแจ้งให้ศาลทราบก่อนเริ่มสืบพยานดังที่ บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ชอบ


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนางดำ นางดำมีที่นา ๑ แปลง และได้สามีใหม่ชื่อนายเฟื่องฟ้า จำเลยเป็นบุตรนายเฟื่องฟ้า นางดำ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๙๘ นางดำให้นายเฟื่องฟ้าแจ้งการครอบครองที่ดิน โจทก์จำเลย และมารดาได้ร่วมกันทำกินในที่ดินดังกล่าวจนกระทั่งโจทก์ได้สามีแยกไปอยู่กับสามี จำเลยคงครอบครองที่นาแทนโจทก์ มารดาโจทก์จำเลยตายมาประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้ว โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยเป็นฝ่ายทำนาไปก่อน ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยไปขอให้เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินเอาเป็นของตนผู้เดียว โจทก์จึงขอมีชื่อในฐานะเจ้าของร่วมและขอแบ่งส่วน จำเลยปฏิเสธ ขอให้พิพากษาแบ่งที่ดินให้โจทก์ครึ่งหนึ่งหากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ในเนื้อที่ครึ่งหนึ่งให้จำเลยแบ่งส่งมอบการครอบครองให้โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุที่จำเลยอ้างในคำร้องขอยื่นคำให้การ นับได้ว่าเป็นเหตุที่สมควร ที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การเป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การ และมีคำสั่งในเรื่องนี้แล้วทำการพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยไม่ได้แถลงข้อความอะไร แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยแถลงขอสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิอ้างตนเองเบิกความ เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานจึงไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ให้วันเดียวกันนั้น จำเลยจึงยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การ โดยอ้างว่าระหว่างมีการส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องนั้น จำเลยไปต่างจังหวัด จำเลยเพิ่งทราบเรื่องเมื่อศาลมีหมายแจ้งนัดสืบพยานโจทก์ไปให้ทราบ การขอยื่นคำให้การของจำเลยจึงเป็นการร้องขอเมื่อเสร็จการพิจารณาแล้วก่อนมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยอ้างต่อศาลว่า ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเมื่อเริ่มต้นสืบพยานหรือแจ้งให้ศาลทราบก่อนเริ่มสืบพยานดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ แม้เหตุตามคำร้องของจำเลยจะเป็นเหตุที่สมควรเพียงใด ก็ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวต่อไป แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน เมื่อศาลทำการสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว โดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง กรณีเช่นนี้ จำเลยหาจำต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ แต่อย่างใดไม่ เพราะเป็นการสืบพยานตามที่กฎหมายบัญญัติอนุญาตให้จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมาศาล และศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การสาบานตนให้การเป็นพยานเองได้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเฉพาะที่จำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน จึงเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นมาก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบตัวจำเลยแล้วพิพากษาใหม่

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ โสภณ รัตนากร วุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์

5. ที่มา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

6. หมายเหตุ

หมายเหตุ

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ