คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2533

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นางแคแสด จำเลย - นางเทียนกิ่ง กับพวก

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1562 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 225วรรคสอง 247 ป.พ.พ. ม.1562 ป.วิ.พ. ม.225วรรคสอง ม.247

3. เนื้อหา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นภรรยาเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรส ทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไปหาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทอย่างเดียวไม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุม ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์โดยมิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานะอะไรบ้างนั้น ยังไม่ชอบเพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ปัญหานี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไข.


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทคัดเค้า สมานบุตร ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ พันตำรวจโทคัดเค้า สมานบุตรถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2527 โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตายส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวของผู้ตายอันเกิดจากนายครามซึ่งถึงแก่กรรมไปประมาณ 30 ปีแล้ว ระหว่างที่นายครามกับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี เนื้อที่ 77.2 ตารางวา คิดเป็นเงิน 3,000,000 บาทส่วนห้องแถว 2 ห้อง เลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวได้ถูกไฟไหม้เสียหายหมดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2524 ผู้ตายเห็นว่าตนมีส่วนได้รับมรดกซึ่งเป็นที่ดินนี้อยู่ด้วย จึงได้ร่วมกับทายาทคนอื่นของบิดาปลูกตึกแถว 2 ห้อง ขึ้นบนที่ดิน โดยใช้เลขที่บ้านเดิมคือเลขที่ 38 และ 40 ดังนั้น ผู้ตายจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถว 2 ห้อง ดังกล่าว โดยมีส่วนอยู่เป็นเงิน 400,000 บาท หลังจากนายคราม ถึงแก่กรรม ที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนายครามจึงตกได้แต่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และผู้ตาย แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกันเนื่องจากจำเลยที 1 ยังมีชีวิตอยู่และเป็นผู้ดูแลแทนทายาทคนอื่น ๆจนบัดนี้ ผู้ตายเป็นทายาทชั้นบุตร เมื่อหักส่วนแบ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะที่ดินดังกล่าวออกกึ่งหนึ่งแล้ว ที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกได้แก่ผู้ตาย คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 13 ตารางวา เป็นเงิน500,000 บาท (หรือ 1 ใน 6 ส่วน) ส่วนตึกแถว 2 ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตายย่อมได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท ตกได้แก่ทายาทของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1ได้ 1 ส่วน โจทก์และบุตรของผู้ตาย 2 คน ได้คนละ 1 ส่วน รวมเป็น3 ส่วน เป็นเงิน 150,000 บาท รวมทรัพย์มรดกทั้งสิ้นที่ตกได้แก่โจทก์และบุตรเป็นเงิน 850,000 บาท ตึกแถวอันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของผู้ตายหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าห้องละ 8,000 บาทต่อเดือน (รวมเงินกินเปล่า) ซึ่งโจทก์และบุตรจะได้รับ 7 ใน 8 ส่วน คือเป็นเงิน7,000 บาท ต่อเดือน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2527 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างที่ผู้ตายกำลังป่วยหนัก โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายย่อมได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถรวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายมาไว้ในกองมรดกเพื่อแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามกฎหมายได้ครบถ้วน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองจัดการแบ่งมรดกดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแย่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ถนนบวร ตำบลบ้านเหนืออำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่โจทก์ 1 ใน 6 ส่วนเป็นเนื้อที่ 13 ตารางวา หากจำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ได้ ขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายมาแบ่งกันตามส่วนหรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาท เลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวข้างต้นให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ 7 ใน 8 ส่วน ของจำนวนเงินกรรมสิทธิ์รวม 400,000บาท หรือให้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 350,000 บาทให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับจากวันฟ้องตลอดไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้นแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดา และจำเลยที่ 2เป็นพี่สาวของผู้ตายจริง ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152 เนื้อที่ 77.2ตารางวา และห้องแถว 2 ห้อง เลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งปลูกสร้างด้วยทรัพย์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมตามฟ้อง ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายคราม กับจำเลยที่ 1 อันจะเป็นมรดกของนายคราม และที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 1,000,000บาท เท่านั้น นายครามได้ถึงแก่กรรมไป 35 ปีแล้ว หากจะมีทรัพย์มรดกผู้ตายก็ได้รับการแบ่งปันไปแล้ว ผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองมาโดยตลอด และไม่เคยครอบครองแทนผู้ตายโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันจะก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องคดีนี้ ถ้าหากโจทก์จะมีสิทธิเมื่อคิดเป็นเงินแล้วก็ไม่เกิน 160,000บาท ส่วนตึกแถว 2 ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตาย หากจะมีสิทธิก็ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ เพราะโจทก์หาได้ฟ้องคดีแทนบุตรไม่ และถ้าจะถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ด้วย ก็เป็นอุทลุมต้องห้ามตามกฎหมายรวมทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิได้รับคิดเป็นเงินไม่เกิน 360,000 บาท จำเลยที่ 2ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิของตนโดยชอบในขอบข่ายแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 โดยสมบูรณ์ ส่วนตึกแถว2 ห้อง เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้ลงทุนสร้างเอง ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินห้องละ 1,000 บาท ต่อเดือนฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก โจทก์ไม่ใช่ทายาท ทรัพย์สินที่ฟ้องไม่ใช่มรดก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ไม่ระบุให้แน่ชัดว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไร ในฐานะใดและในทรัพย์ส่วนใด อันทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้คดี ฟ้องของโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอุทลุมต้องห้ามตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ถนนบวร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวเลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกในที่ดินพิพาทให้โจทก์ 7 ใน 16 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายเดือนละ 3,500บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีออกให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาทแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์เป็นภรรยาเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรส ทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป หาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทอย่างเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้ กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุมแต่อย่างไร...

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์มิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานะอะไรบ้างนั้น ยังไม่ชอบเพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ปัญหานี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไข ได้ความว่าโจทก์มีสิทธิแบ่งที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดก สำหรับตึกแถวที่ปลูกในที่ดินพิพาทนั้น โจทก์มีสิทธิแบ่งในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นสินสมรส 4 ใน 16 ส่วนในฐานะผู้จัดการมรดก 3 ใน 16 ส่วน ส่วนค่าเสียหายสำหรับตึกแถวภพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองใช้ให้แก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาทนั้น ก็เป็นของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นดอกผลของสินสมรส ส่วนของโจทก์เพียงเดือนละ 2,000 บาท และในฐานะผู้จัดการมรดกเดือนละ1,500 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ออกให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทคัดเค้า สมานบุตร 1 ใน 6 ส่วนให้จำเลยทั้งสองแบ่งตึกแถวเลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกในที่ดินนี้ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทคัดเค้า สมานบุตร 3 ใน 16ส่วน และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะส่วนตัวเดือนละ 2,000 บาท ในฐานะผู้จัดการมรดกดังกล่าวเดือนละ 1,500 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ มีพาศน์ โปตระนันทน์ เคียง บุญเพิ่ม พินิจ ฉิมพาลี

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุความกตัญญูรู้คุณเป็นปทัสฐานอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และปู่ย่าตายาย การที่บุตรฟ้องร้องบิดามารดาปู่ย่าตายายของตนจึงเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง กฎหมายของบ้านเมืองตั้งแต่อดีตกาลมาจนปัจจุบันนี้ก็ไม่ยอมรับคดีที่บุตรฟ้องร้องบิดามารดาปู่ย่าตายายของตน

กฎหมายตราสามดวงจากประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166พิมพ์ตามฉบับหลวงตรา 3 ดวง เล่ม 1 พระยาไอยการลักษณรับฟ้อง บทที่21 บัญญัติไว้ว่า "-ฯลฯ- อนึ่งในฟ้องเป็นคนอุทลุม มิได้รู้คุณพ่อแม่ปู่หญ้าตายายมันมาหาความแก่พ่อแม่ปู่หญ้าตายายก็ดี... ให้ยกฟ้องเสีย" นอกจากนี้ยังบัญญัติเอาโทษผู้ฟ้องบิดามารดาปู่ย่าตายายของตนไว้ในบทที่ 25 ไว้ว่า "ผู้ใดเปนคนอุทลุมมิได้รู้คุณบิดามานดาปูหญ้าตายายและมันมาฟ้องร้องให้บิดามานดา ปู่หญ้าตายายมัน ท่านให้มีโทษทวนมันด้วยลวดหนังโดยฉกรรจ์ อย่าให้มันคนร้ายนั้นดูเยี่ยงอย่างกันต่อไป แล้วอย่าให้บังคับบันชาว่ากล่าวคดีมันนั้นเลย"

ประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบันไม่ได้บัญญัติเอาโทษผู้ฟ้องคดีอุทลุมแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติห้ามมิให้บุตรฟ้องบุพการีของตนไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา ทำนองเดียวกับกฎหมายตราสามดวง แต่การห้ามอย่างเด็ดขาดนั้นจะเป็นการทำลายหรือจำกัดสิทธิของผู้เป็นบุตรซึ่งอาจเป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับผู้เป็นบุตร รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้เป็นบุตร โดยพนักงานอัยการจะรับหน้าที่ดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1562(เดิมมาตรา 1534) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาไม่ได้ แต่เมื่อผู้นั้นร้องขอ (พนักงาน) อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" การที่อัยการฟ้องคดีในนามของเด็กเรียกมรดกของบิดาเด็กจากปู่เมื่อเด็กบางคนตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล อัยการก็ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ สำหรับเด็กที่ตายนั้นต่อไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่1852/2483)

นิติวิธีหรือหลักในการตีความบทบัญญัติมาตรานี้ จะต้องพิจารณาจากข้อความคิดที่ว่าในการฟ้องร้องคดีแพ่ง เมื่อบุคคลใดถูกโต้แย้งสิทธิก็ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และในการฟ้องร้องคดีอาญานั้นผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ชอบที่จะฟ้องร้องผู้กระทำความผิดต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) ดังนั้น การห้ามฟ้องบุพการีตามมาตรา 1562 ดังกล่าว จึงเป็นบทยกเว้นจากหลักการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด หรืออย่างแคบอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

- คำว่า "ผู้ใด" ย่อมหมายถึง "บุตร" และจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ บิดามารดาของบุตรได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายประเด็นนี้ ศาลฎีกาได้คำนึงประกอบกับสิทธิของบุตรในการรับมรดกของบิดา จึงตีความให้หมายความรวมถึงบุตรซึ่งบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้รับรองบุตรโดยพฤติการณ์แล้วด้วย (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2506) แนวความคิดดังกล่าวนี้มีผลให้บุตรบุญธรรมไม่อาจฟ้องร้องผู้รับบุตรบุญธรรมได้ แต่ชอบที่จะฟ้องร้องภรรยาของผู้รับบุตรบุญธรรมได้

- กฎหมายห้ามบุตรฟ้องร้องบุพการีของตนในฐานะส่วนตัว การที่บุตรฟ้องบิดาโดยบุตรฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัวไม่เป็นคดีอุทลุม (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707/2515 และ 2505/2515)

- เมื่อบุตรฟ้องบุพการีของตนไม่ได้ บุตรจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทน หรือบิดามารดาของบุตร ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจะฟ้องคดีดังกล่าวแทนบุตรก็ไม่ได้เช่นกัน (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2493และ 288/2506)

- คำว่า "บุพการี" หมายถึง ญาติที่สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กับบุตรในทางกฎหมายเท่านั้น กล่าวคือ บุตรเป็นทายาทโดยธรรมของบุพการีเหล่านั้น ดังนั้นบุพการีจึงหมายถึงบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ที่ชอบด้วยกฎหมาย ตรงกันข้ามญาติอื่น ๆ ย่อมไม่ใช่บุพการี เช่น พ่อตา แม่ยาย พี่ ป้า น้า อา เป็นต้น (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2474,1564/2493,854/2493,255/2496,1111/2497 และ 1391/2497) สามีจึงฟ้องเรียกมรดก ซึ่งเป็นสินบริคณห์ของตนและภรรยา จากมารดาของภรรยาได้ (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่1622/2512

- การฟ้องคดี หมายถึง การเสนอคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อศาลหรือฟ้องแย้ง หรือขอให้ศาลออกหมายเรียกบุพการีเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่สาม รวมถึงการยื่นอุทธรณ์และฎีกาด้วย แต่จะต้องเป็นการเริ่มคดีโดยบุตร หากบุพการีร้องสอดเข้ามาในคดีเอง ก็ไม่เป็นคดีอุทลุม เช่น บุตรฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ดิน จำเลยต่อสู้คดีว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากมารดาของบุตร มารดาของบุตรร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับผู้ซื้อเช่นนี้ ไม่เป็นคดีอุทลุม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2482)

- ผู้รับประโยชน์จากการกระทำของบุพการี หาใช่บุพการีไม่ บุตรจึงฟ้องร้องผู้รับประโยชน์ดังกล่าวนี้ได้ เช่น บิดาโอนทรัพย์ให้ผู้อื่นไปโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงบุตร บุตรฟ้องผู้รับโอนทรัพย์จากบิดาของตนได้ (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57/2473,264/2476) บุตรฟ้องขับไล่ผู้รับโอนที่ดินจากบิดามารดาได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2465) บุตรฟ้องบุคคลภายนอกเพื่อขอทำลายสัญญาเช่าระหว่างบิดาของบุตรและบุคคลภายนอกได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 542/2474) บุตรฟ้องผู้รับมรดกของบิดาให้ชำระหนี้ที่บิดามีต่อบุตรได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่480/2477) แต่ต่อมาปี 2522 ศาลฎีกากลับวินิจฉัยไปในอีกทางหนึ่งว่า บุตรฟ้องมารดาขอเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดได้แก่โจทก์ แต่มารดาเอาไปขายแก่ผู้อื่นเสีย เมื่อโจทก์ฟ้องมารดาไม่ได้จึงฟ้องผู้รับโอนไม่ได้ด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2139/2522) คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนอกจากขัดกับแนววินิจฉัยเดิมโดยไม่ได้แสดงเหตุผลลบล้างแนววินิจฉัยเดิมแล้ว ยังขัดกับหลักนิติวิธีในการตีความ

- ในชั้นบังคับคดี ซึ่งบิดาของบุตรเป็นโจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย บุตรจะมาร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์ไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของตนนั้นไม่ได้เป็นคดีอุทลุม เพราะในคดีร้องขัดทรัพย์ผู้ร้อง(บุตร) อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ และโจทก์ในคดีเดิม (บิดา) ตกอยู่ในฐานะจำเลย ตามมาตรา 288 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

- การที่บุตรเข้ารับมรดกความของบิดาในคดีที่บิดาฟ้องบุพการีของมารดาของบุตร หรือการที่บุตรเข้ารับมรดกความของมารดาในคดีที่มารดาฟ้องบุพการีของบิดาของบุตร ทั้งสองกรณีนี้เป็นคดีอุทลุม เช่น มารดาของบุตรฟ้องปู่ของบุตร ต่อมามารดาของบุตรถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณาบุตรจึงเข้ารับมรดกความในฐานะฟ้องปู่ซึ่งเป็นบุพการี เป็นต้น(นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2494 และ 2139/2517)

คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ มิใช่เรื่องที่บุตรมอบอำนาจให้ผู้จัดการมรดกฟ้องบุพการีแทน ซึ่งต้องห้ามตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2493 และ 288/2506 แต่เป็นเรื่องที่ผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกทรัพย์จากบุพการีของผู้เยาว์เพื่อนำทรัพย์ไปแบ่งให้แก่ผู้เยาว์เช่นนี้ก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ผู้เยาว์เพียงแต่ได้ประโยชน์จากผลแห่งคดี (passive) แต่มิใช่ผู้ริเริ่มในการฟ้องร้องบุพการี (active) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า หากมารดาของบุตรร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีที่บุตรเป็นโจทก์ ไม่เป็นอุทลุม ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2482.

กมลชัยรัตนสกาววงศ์.

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ