คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2548

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นายบานเย็น กับพวก จำเลย - นายชมพู กับพวก

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1547 1562 ป.พ.พ. ม.1547 ม.1562

3. เนื้อหา

จำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางมังคุด อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางมังคุดอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ นินนาท สาครรัตน์ จรัส พวงมณี สถิตย์ ทาวุฒิ

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุคำว่า บิดา ตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกายังวินิจฉัยแตกต่างกัน คือ

1. ถือตามความเป็นจริงและตามกฎหมาย เช่น

1.1 บิดา ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 20 และมาตรา 20 ทวิ หมายถึง บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2535

1.2 บิดา ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 19 และมาตรา 16 ทวิ หมายถึง บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2539

2. นอกจากกรณี 1. แล้ว ส่วนมากศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า คำว่า บิดาหมายถึงบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เช่น

2.1 บิดาที่ฟ้องผู้กระทำละเมิดต่อบุตร เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่)

2.2 บิดาที่บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดู เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่)

2.3 บิดาที่ห้ามบุตรฟ้องคดี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2541

3. กรณีอื่น ๆ

3.1 ผู้บุพการีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) นั้น หมายถึงผู้บุพการีตามความเป็นจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1384/2516 (ประชุมใหญ่) โจทก์กับนางมะขามแต่งงานกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ผู้ตายอายุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์เป็นบุตรอยู่เรือนเดียวกันและอยู่ในความปกครองของโจทก์กับนางมะขาม โจทก์เป็นผู้ไปแจ้งการเกิดว่าผู้ตายเป็นบุตรของตนและเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ผู้ตายตลอดมา แต่โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่ออำเภอรับรองผู้ตายว่าเป็นบุตร แม้ผู้ตายจะมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่โจทก์ก็เป็นผู้บุพการีของผู้ตายตามความเป็นจริง เมื่อผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้บุพการีตามความเป็นจริงของผู้ตายย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้ตายได้

แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยอีกว่าบิดาของผู้เยาว์ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เยาว์ ทั้งไม่ได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตร ไม่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้เยาว์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1405/2512)

3.2 บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของบิดา เช่น บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 และมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามมาตรา 1629 (1) ทำให้บุตรดังกล่าวมีสิทธิได้รับมรดก และมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าปลงศพของเจ้ามรดกและค่ารถจักรยานยนต์ที่เจ้ามรดกเสียหายได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2538) แต่สำหรับบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างไรก็ไม่มีสิทธิฟ้องได้ทั้งที่เป็นกรณีเดียวกัน กล่าวคือไม่ถือเป็นทายาทของบุตรผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่))

สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 นั้น เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยตามบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีมาแต่ดั้งเดิม โดยให้เหตุผลว่าการห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ผู้หมายเหตุเห็นด้วยความเคารพต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมารวมทั้งฉบับนี้ว่า บทบัญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามบุตรฟ้องบุพการีของตนนั้นก็สืบเนื่องมาจากจารีตประเพณีอันดีงามของคนไทยรวมทั้งแนวความคิดตามหลักศาสนาว่าบิดามารดาเป็นผู้มีอุปการคุณโดยให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตร จึงเป็นบุคคลที่บุตรควรให้ความเคารพนับถืออันเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตา บุตรคนใดที่กระทำในทางที่ไม่ดีต่อบิดามารดามักได้รับการตราหน้าว่าเป็นผู้เนรคุณ การที่บิดาเลี้ยงดูบุตรจนเติบใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด สังคมมองและตำหนิการกระทำของบุตรที่ฟ้องบิดาโดยมิได้พิจารณาว่าบิดาที่ถูกฟ้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะสังคมจะดูความเป็นจริงว่าถ้าบุตรฟ้องบิดาก็เป็นผู้เนรคุณเหมือนกัน ศาลก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมควรจะมองในแง่มุมเดียวกับบุคคลในสังคม ทั้งการห้ามฟ้องในกรณีนี้มิใช่เป็นการห้ามฟ้องโดยเด็ดขาด ยังสามารถที่จะให้พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนได้ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่บุตรแต่อย่างใด ส่วนการตีความว่าการห้ามฟ้องเป็นการตีความโดยเคร่งครัดนั้น น่าจะเป็นกรณีอื่น เช่นบุตรมิได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวก็สามารถฟ้องได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6657/2539) บุตรบุญธรรมไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องผู้รับบุตรบุญธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2538) เป็นต้น ผู้หมายเหตุจึงเห็นว่าบิดาน่าจะถือตามความเป็นจริงมากกว่าบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกับคำว่าผู้บุพการีซึ่งศาลฎีกาก็ยังยืนยันว่าถือตามความเป็นจริง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2538)

ศิริชัย วัฒนโยธิน

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ