Smart Deka - คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 628/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 628/2533

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - บริษัท เงินทุน ไทย เซ ฟวิ่งก์ ทรัสต์ จำกัด จำเลย - บริษัท เงินทุน ชาติ ไพบูลย์ จำกัด

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 208วรรคสอง ป.วิ.พ. ม.208วรรคสอง

3. เนื้อหา

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง คำขอให้พิจารณาใหม่จะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลการที่คำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งแต่เพียงเหตุที่จำเลยขาดนัด มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินของศาล ดังนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณา.


จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างว่า ที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 กันยายน 2530 เวลา 13.30 นาฬิกา นั้น ทนายจำเลยลงบันทึกในสมุดนัดประจำตัวของทนายจำเลยและปกสำนวนเป็นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 15 ตุลาคม 2530 เวลา 13.30 นาฬิกา การที่จำเลยไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 25 กันยายน 2530 เวลา13.30 นาฬิกา จึงมิได้เป็นไปโดยจงใจ กรณีอย่างเดียวกันนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 25723/2528 หมายเลขแดงที่5618/2530 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง บริษัทเงินทุนไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์จำกัด โจทก์ บริษัทเงินทุนชาติไพบูลย์ จำกัด จำเลย ถ้าจำเลยมีโอกาสได้ซักค้านพยานโจทก์และนำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงต่อศาลศาลก็จะต้องพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเช่นเดียวกัน เพราะพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นพยานชุดเดียวกัน

โจทก์คัดค้านว่า คดีนี้จำเลยไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาใหม่ได้เพราะฝ่ายจำเลยได้มาศาลในนัดพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2530ได้รับฟังรายงานกระบวนพิจารณาทั้งได้เซ็นชื่อรับทราบในรายงานกระบวนพิจารณาอีก เมื่อฝ่ายจำเลยยังไม่มาศาลในวันนัดย่อมถือว่าจำเลยเจตนาขาดนัดโดยจงใจ ที่อ้างว่าเหตุที่ขาดนัดเพราะลงวันนัดผิดไปนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของฝ่ายจำเลยเองจะอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน แต่เมื่อถึงวันนัดศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงงดการไต่สวนและสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นในชั้นนี้ว่า คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายอันชอบจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ และจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสองบัญญัติว่าคำขอให้พิจารณาใหม่จะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล แต่คำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยนั้นได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งแต่เพียงเหตุที่จำเลยได้ขาดนัด มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ที่จำเลยกล่าวว่ากรณีอย่างเดียวกันนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 25723/2528 หมายเลขแดงที่ 5618/2530ของศาลชั้นต้น ระหว่าง บริษัทเงินทุนไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัดโจทก์ บริษัทเงินทุนชาติไพบูลย์ จำกัด จำเลย ถ้าจำเลยมีโอกาสได้ซักค้านพยานโจทก์และนำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงต่อศาล ศาลก็จะต้องพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเช่นเดียวกัน เพราะพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นพยานชุดเดียวกันนั้น ถือไม่ได้ว่าได้กล่าวคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอันชอบจะรับไว้พิจารณาและศาลอาจยกคำร้องของจำเลยเสียได้โดยไม่ต้องไต่สวน..."

พิพากษายืน.

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ นิเวศน์ คำผอง ประชา บุญวนิช ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุ1. เมื่อคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาต้องการที่จะให้ศาลมีการพิจารณาคดีใหม่ คู่ความผู้นั้นจะต้องทำคำร้องมายื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่ผู้แพ้คดี 2. ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่บังคับข้างต้นนั้นโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้คู่ความนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์ หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น 3. คำร้องที่ขอให้พิจารณาใหม่นี้ จะต้องกล่าวโดยละเอียดและชัดแจ้งซึ่งมีข้อสำคัญดังต่อไปนี้ 3.1 เหตุที่คู่ความได้ขาดนัด เพราะเหตุใด 3.2 ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลในคดีนั้นโดยจะต้องกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำชี้ขาดตัดสินของศาลไม่ถูกต้องอย่างใด มีเหตุอันควรอย่างใดที่ศาลจะได้มีการพิจารณาใหม่ 3.3 ถ้าไม่ได้ยื่นคำร้องภายในกำหนด 15 วัน ก็ต้องชี้แจงมาด้วยว่าเหตุใดจึงได้ยื่นคำขอล่าช้า ซึ่งผู้ร้องมีข้อแก้ตัวอันสมควรหรือไม่ 4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยืนยันตามหลักดังกล่าว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1238/2504 คำขอให้พิจารณาใหม่ในกรณีที่ตนขาดนัดนั้น นอกจากจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่ได้ขาดนัดแล้ว ยังต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลด้วย ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าตนเองชนะคดีได้อย่างไรบ้าง หากไม่มีทางชนะคดีแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาพิพากษาใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2505(ประชุมใหญ่) การขอให้พิจารณาคดีใหม่ในกรณีขาดนัดนั้น จะต้องบรรยายให้เห็นชัดว่ากรณีขาดนัดของตนนั้นไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจ หรือไม่มีเหตุอันสมควร และต้องกล่าวคัดค้านคำตัดสินของศาลด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 179/2508 คำขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล หากคำขอของจำเลยมิได้มีข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้ง ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 208 อันจะควรรับไว้พิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3814/2526 คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์กล่าวแต่เพียงว่า โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาโจทก์มีความประสงค์ดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หาได้กล่าวคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลไม่ ที่โจทก์อ้างว่าไม่ทราบคำตัดสินของศาลจะคัดค้านคำตัดสินของศาลได้อย่างไรนั้นก็ปรากฏข้อความตามคำร้องของโจทก์แสดงว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาแล้ว คำขอพิจารณาใหม่ของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208วรรคท้าย ชอบที่ศาลจะยกคำร้องโจทก์เสีย 5. ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแสดงว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เนื้อหาแห่งคำร้องจำเป็นต้องแสดงเหตุโดยละเอียดและแจ้งชัด ซึ่งหลักเกณฑ์ทั้งสามประการดังกล่าวครบถ้วนมิฉะนั้นศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่สวนคำร้องและถือว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนมีผลให้ศาลทุกชั้นหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นพิจารณาได้เองโดยไม่จำต้องรอให้มีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอดังมีตัวอย่างตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2526 คำขอให้พิจารณาใหม่อ้างแต่เหตุที่ขาดนัด มิได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล เป็นคำขอที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ชอบที่จะยกคำขอเสียได้ตั้งแต่แรก และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน 6. ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้ความว่าผู้ร้องกล่าวบรรยายว่า "...กรณีอย่างเดียวกันนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 25723/2528 หมายเลขแดงที่ 5618/2530 ของศาลชั้นต้นระหว่าง บริษัทเงินทุนไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด โจทก์ บริษัทเงินทุนชาติไพบูลย์ จำกัด จำเลย ถ้าจำเลยมีโอกาสได้ซักค้านพยานโจทก์และนำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงต่อศาลก็จะต้องพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเช่นเดียวกัน เพราะพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นพยานชุดเดียวกัน เห็นได้ว่าเนื้อหาคำร้องเป็นแต่เพียงเหตุที่แสดงว่าหากได้มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วคดีของจำเลยอาจจะชนะได้ไม่ปรากฏข้อความตอนใดที่แสดงการคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชัดแจ้ง ศาลฎีกาจึงถือเป็นคำร้องที่ขาดองค์ประกอบสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 7. ปัญหาว่าคำร้องอย่างไรจึงจะสมบูรณ์มีรายละเอียดครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ต้องการกรณีนี้มีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา อาทิ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 442/2510 คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยกล่าวว่า จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ฟ้องเพราะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในที่กันดารห่างไกลจึงไม่ได้ต่อสู้คดี ความจริงจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ ไม่ได้พิมพ์ลายมือในสัญญากู้ ศาลพิจารณาคดีโจทก์ฝ่ายเดียวแล้ว พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี ดังนี้ เท่ากับจำเลยกล่าวแสดงเหตุผลละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า ถ้าจำเลยได้ต่อสู้คดีสืบพยานจำเลยก็อาจชนะคดีโดยศาลอาจฟังว่าจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ถือได้ว่าคำขอของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดถึงเหตุที่ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสิทธิขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2512 คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยซึ่งมีข้อความว่า ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้างรับเหมาก่อสร้าง 2 งวดกับค่าก่อสร้างเพิ่มเติมนั้นไม่เป็นความจริงหากจำเลยได้เข้ามาสู้คดีกับโจทก์ จำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้แน่นอนแล้วต่อจากนั้นจำเลยก็ได้บรรยายมาในคำขอโดยละเอียดถึงสาเหตุที่จำเลยไม่จ่ายเงินค่าจ้างรับเหมาและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมดังกล่าวเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยชัดแจ้วแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2521 ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในคดีที่จำเลยขาดนัดให้การ จำเลยขอให้พิจารณาใหม่ข้ออ้างในคำร้องว่าจำเลยไม่รับรองเขตตามข้ออ้างในฟ้องเพราะโจทก์ชี้เขตรุกล้ำคำพิพากษาให้โจทก์ชี้เขตได้ฝ่ายเดียวทำให้จำเลยเสียหายดังนี้ เป็นข้อคัดค้านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6111/2531 คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ระบุว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ใบมอบอำนาจปลอม สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม โจทก์ได้รับรถยนต์คืนแล้วจึงไม่ได้รับความเสียหาย หากจำเลยที่ 3 ได้นำพยานหลักฐานเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 3 จะชนะคดี ดังนี้ เป็นการกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 แล้ว 8. อย่างไรก็ดีกรณีที่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่ามิได้บรรยายครบองค์ประกอบตามมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ขอให้พิจารณาอีกครั้งเช่นนี้จะถือว่าเป็นเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ไม่ได้ ศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดีหากว่าคำร้องใหม่นั้นมีองค์ประกอบครบถ้วนตามที่กฎหมายต้องการ นอกจากนี้แล้ว ถ้าคู่ความผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เคยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งแต่คำร้องที่ยื่นเข้ามาครั้งแรกนั้นไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้ง ซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลและศาลสั่งยกคำร้องขอไปแล้ว คู่ความนั้นก็อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นฉบับที่ 2 โดยบรรยายแต่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และขอให้ถือเหตุที่ได้ขาดนัดตามที่กล่าวในคำขอฉบับแรกเป็นส่วนประกอบของคำขอฉบับหลังได้ ไม่จำเป็นต้องบรรยายซ้ำอีกกรณีดังกล่าวนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางบรรทัดฐานยืนยันไว้คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1309/2494 จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่ามิได้บรรยายครบองค์ประกอบตามมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในวันเดียวกันนั้น จำเลยยื่นคำร้องใหม่ ดังนี้ศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดี จะถือว่าเป็นเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามความหมายแห่งมาตรา 144 ไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 604/2510 จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณายื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ครั้งแรกไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลและศาลสั่งยกคำขอไปแล้วจำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นฉบับที่ 2 บรรยายแต่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และขอให้ถือเหตุที่ได้ขาดนัดตามที่กล่าวในคำขอฉบับแรกเป็นส่วนประกอบของคำขอฉบับหลังได้ ไม่จำเป็นต้องบรรยายซ้ำอีก จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ครั้งแรกอ้างเหตุไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ศาลสั่งยกคำร้องขอไปแล้ว จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เป็นครั้งที่ 2 โดยทำให้ถูกต้องย่อมทำได้ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144. พิชัยนิลทองคำ.

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ