Smart Deka - คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2538

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นายมะพลับ จำเลย - นางทอง

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 21 199 224 ป.วิ.พ. ม.21 ม.199 ม.224

3. เนื้อหา

การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าขณะที่มีการปิดสำเนาคำฟ้องที่ภูมิลำเนาของจำเลยจำเลยไปพักอาศัยอยู่กับบุตรที่ต่างจังหวัดนั้นยังไม่พอฟังว่าจำเลยจงใจจะไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดการที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความว่าจำเลยทราบว่าตนถูกฟ้องแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดก่อนจึงไม่ชอบและการที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่งก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน


โจทก์ ฟ้อง ขอให้ บังคับ จำเลย ชดใช้ เงิน ตาม สัญญากู้ และ สัญญาจำนองพร้อม ด้วย ดอกเบี้ย

จำเลย ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ ศาลชั้นต้น นัด สืบพยานโจทก์ใน วันที่ 7 กันยายน 2535

ใน วันนัด สืบพยานโจทก์ ทนายจำเลย ให้ เสมียนทนาย นำ คำร้อง ลงวันที่7 กันยายน 2535 ไป ยื่น ต่อ ศาลชั้นต้น อ้างว่า ไม่ได้ จงใจ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลย ไม่ได้ เป็น หนี้ โจทก์ ตาม ฟ้อง จำเลย ขอยื่น คำให้การและ จำเลย ขอเลื่อน คดี เนื่องจาก ทนายจำเลย ติด ว่าความ คดี ที่ ศาล อื่นซึ่ง นัด ไว้ ก่อน แล้ว

ศาลชั้นต้น เห็นว่า ไม่มี เหตุอันสมควร ที่ จะ อนุญาต ให้ จำเลยยื่นคำให้การ และ ให้ เลื่อนคดี จึง ให้ยก คำร้อง ให้ โจทก์ สืบพยาน ไปฝ่ายเดียว แล้ว พิพากษา ให้ จำเลย ชำระ เงิน ตาม ฟ้อง พร้อม ด้วย ดอกเบี้ยให้ แก่ โจทก์

จำเลย อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 วินิจฉัย ว่า อุทธรณ์ ของ จำเลย ต้องห้าม อุทธรณ์ใน ปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา224 วรรคหนึ่ง พิพากษายก อุทธรณ์ ของ จำเลย

จำเลย ฎีกา โดย ศาลฎีกา มี คำสั่ง รับ ฎีกา ของ จำเลย ไว้ ดำเนินการ ต่อไป

ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "ข้อเท็จจริง ฟังได้ ว่า โจทก์ ฟ้อง จำเลยเมื่อ วันที่ 11 มิถุนายน 2535 และ ส่ง สำเนา คำฟ้อง ให้ แก่ จำเลยโดย ปิด หมาย ไว้ ณ ภูมิลำเนา ของ จำเลย ที่ จังหวัด อุดรธานี เมื่อ วันที่29 มิถุนายน 2535 ศาลชั้นต้น มี คำสั่ง ใน วันที่ 23 กรกฎาคม 2535ว่า จำเลย ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ นัด สืบพยานโจทก์ วันที่ 7 กันยายน 2535และ แจ้ง ให้ จำเลย ทราบ โดย ปิด หมาย ไว้ ที่ ภูมิลำเนา ของ จำเลย เมื่อ ถึงวันนัด สืบพยานโจทก์ จำเลย ยื่น คำร้อง ลงวันที่ 7 กันยายน 2535ขอยื่น คำให้การ และ ขอเลื่อน คดี โดย อ้างว่า จำเลย ไม่ได้ จงใจ ขาดนัดยื่นคำให้การ เนื่องจาก ขณะที่ เจ้าหน้าที่ ของ ศาล นำ สำเนา คำฟ้อง ไป ปิดไว้ ที่ ภูมิลำเนา จำเลย นั้น จำเลย ไป พัก อยู่ กับ บุตร ที่ จังหวัด นครปฐมและ กรุงเทพมหานคร ไม่ทราบ ว่า ตน ถูก ฟ้อง และ จำเลย ไม่ได้ เป็น หนี้โจทก์ ตาม ฟ้อง ขอยื่น คำให้การ ประกอบ กับ ทนายจำเลย ติด ว่าความ คดี ที่ศาล อื่น ซึ่ง นัด ไว้ ก่อน แล้ว ขอเลื่อน คดี ศาลชั้นต้น เห็นว่า คำร้องของ จำเลย ไม่มี เหตุผล จึง ให้ยก คำร้อง โดย ไม่ได้ ทำการ ไต่สวน แล้ว พิพากษาให้ จำเลย แพ้ คดี ใน วันเดียว กัน มี ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลยว่า การ ดำเนิน กระบวนพิจารณา ของ ศาลชั้นต้น ที่ ไม่อนุญาต ให้ จำเลยยื่นคำให้การ และ ไม่ให้ เลื่อนคดี กับ คำวินิจฉัย ของ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1ชอบ ด้วย กฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า การ ที่ จะ พิจารณา ว่า จำเลย จงใจ ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือไม่ นั้น จะ ต้อง พิจารณา ให้ ได้ความ ว่า จำเลย ทราบ ว่าตน ถูก ฟ้อง ตาม หมายเรียก ให้ ยื่นคำให้การ แล้ว ไม่ยื่น คำให้การ ภายใน กำหนดแต่ คดี นี้ ศาลชั้นต้น ยัง ไม่ได้ ไต่สวน ว่า จำเลย ทราบ ว่า ตน ถูก ฟ้องตาม หมายเรียก ให้ ยื่นคำให้การ แล้ว ไม่ยื่น คำให้การ ภายใน กำหนด หรือไม่การ ที่ ศาลชั้นต้น พิจารณา จาก คำร้องขอ งจำเลย แล้ว อ้างว่า จำเลย แถลงรับว่า จำเลย มี ภูมิลำเนา อยู่ ตาม ฟ้อง จริง แล้ว สั่ง ไม่อนุญาต ให้ จำเลยยื่นคำให้การ โดย ไม่ได้ ทำการ ไต่สวน นั้น เห็นว่า ยัง ไม่พอ ฟัง ว่า จำเลยจงใจ ที่ จะ ไม่ยื่น คำให้การ ภายใน กำหนด เนื่องจาก ใน คำร้อง ก็ อ้างว่าขณะที่ มี การ ปิด สำเนา คำฟ้อง ที่ ภูมิลำเนา ของ จำเลย นั้น จำเลย ไป พัก อาศัยอยู่ กับ บุตร ที่ จังหวัด นครปฐม และ กรุงเทพมหานคร ซึ่ง แสดง ให้ เห็นว่าจำเลย อาจ ยัง ไม่ทราบ ว่า ตนเอง ถูก ฟ้อง การ ที่ ศาลชั้นต้น สั่ง ยกคำร้องโดย ไม่ได้ ทำการ ไต่สวน ให้ สิ้น กระแสความ เสีย ก่อน เป็น การ ไม่ชอบ ด้วยกระบวนพิจารณา และ ที่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 วินิจฉัย ว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ต้องห้าม ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา224 วรรคหนึ่ง ก็ เป็น การ ไม่ชอบ ศาลฎีกา ไม่เห็น พ้อง ด้วย ฎีกา จำเลยฟังขึ้น "

พิพากษายก คำพิพากษา และ คำสั่งศาล ชั้นต้น กับ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ให้ ศาลชั้นต้น รับคำ ร้องขอ งจำเลย ไว้ ทำการ ไต่สวนแล้ว มี คำสั่ง และ คำพิพากษา ใหม่ ตาม รูปคดี

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ นิวัตน์ แก้วเกิดเคน ยงยุทธ ธารีสาร ยรรยง ปานุราช

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน50,000บาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224

แต่ปัญหาที่วินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ที่ว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและไม่ให้เลื่อนคดีกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค1ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา21(4)ที่ว่าถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลโดยไม่ต้องไต่สวนแล้วก็ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้นกล่าวคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา199มิได้บัญญัติว่าศาลจะต้องไต่สวนคำขออนุญาตยื่นคำให้การก่อนดังนั้นศาลจึงมีอำนาจไต่สวนก่อนมีคำสั่งได้ส่วนจะอนุญาตหรือไม่ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางไต่สวนแต่สำหรับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติพอที่จะวินิจฉัยว่าการขาดนัดยื่นคำให้การเป็นไปโดยจงใจหรือไม่จึงควรต้องไต่สวนเสียให้สิ้นกระแสความก่อนจึงจะชอบจึงได้พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

แต่ที่น่าพิจารณาคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค1ในคดีนี้ที่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นควรไต่สวนว่าจำเลยมีเจตนาขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้นเห็นว่าตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยนั้นจำเลยอ้างเหตุผลดังกล่าว(คือเหตุผลที่ว่าในช่วงที่มีการไปพักอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่จังหวัดนครปฐมและกรุงเทพมหานครจนเมื่อกลับมายังภูมิลำเนาจึงทราบว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์วันนี้)ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ไม่เหมาะสมเท่ากับเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามนั้นถึงหากไต่สวนไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะจะไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มขึ้นถือว่าเป็นกรณีที่ไม่จำเป็นต้องไต่สวนอีกต่อไปสำหรับข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและเลื่อนคดีเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นการที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีเหตุสมควรที่จะเลื่อนคดีได้เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นจึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงคดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทอุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคแรกศาลอุทธรณ์ภาค1ไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จะเห็นได้ว่าประเด็นในอุทธรณ์ของจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยมี3ประเด็นคือ1.ศาลชั้นต้นควรไต่สวนว่าจำเลยมีเจตนาขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่2.จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่และ3.มีเหตุควรสั่งเลื่อนคดีหรือไม่

ซึ่งประเด็นข้อ1.ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยให้แสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค1เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่1424/22)ส่วนประเด็นข้อ2.และ3.ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่1424/22และ819/20)ซึ่งศาลฎีกาในคดีนี้ก็เห็นเช่นเดียวกันดังที่ได้วินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้ไต่สวนให้สิ้นกระแสความเสียก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ที่ศาลฎีกากล่าวต่อไปว่าและที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่งก็เป็นการไม่ชอบนั้นอาจทำให้เข้าใจว่าการอุทธรณ์ว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือมีเหตุควรอนุญาตให้เลื่อนคดีสามารถอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้เพราะขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่1424/22และ819/20ซึ่งวินิจฉัยว่าคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน20,000บาทจำเลยอุทธรณ์ว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์

แต่ผู้เขียนเห็นว่าข้อความดังกล่าวของศาลฎีกาในคดีนี้คงจะมิได้หมายความเช่นนั้นแต่น่าจะหมายความว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยประเด็นข้อ1.ดังกล่าวข้างต้นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำร้องของจำเลยถึงหากไต่สวนไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะจะไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มขึ้นถือว่าเป็นกรณีที่ไม่จำเป็นต้องไต่สวนอีกต่อไปนั้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา21(4)ซึ่งในกรณีเช่นคดีนี้ศาลควรจะใช้อำนาจสั่งไต่สวนให้ได้ความก่อนว่าจำเลยทราบว่าตนถูกฟ้องตามหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดคงมิได้มีความหมายว่าการอุทธรณ์ว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือมีเหตุควรอนุญาตให้เลื่อนคดีเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายหรือเป็นปัญหาที่สามารถอุทธรณ์ได้เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา226โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดตามมาตรา224วรรคหนึ่ง

ดังนี้การพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค1ในที่นี้จึงหมายถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค1ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามมาตรา21(4)ดังกล่าวเป็นสำคัญเพื่อจะได้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่

สอนชัย สิราริยกุล

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ