คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2518

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - ร้อยตำรวจเอกแดง 1 - นางยี่โถ ที่ ล. - นางมะม่วง ที่ 2

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา 137 ป.อ. ม.137

3. เนื้อหา

เจ้าพนักงานที่ดินใช้ตรายางประทับที่ด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าผู้รับซื้อฝากขอยืนยันว่า ในการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินรายนี้ ข้าพเจ้าผู้รับซื้อฝากได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง ได้มีการตกปากลงคำกันมาอย่างแน่นอนแล้วที่จะมาทำนิติกรรมสัญญาและขอจดทะเบียนรายนี้ หากเกิดการผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของผู้ขายฝาก ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น (ลงชื่อ) ผู้รับซื้อฝาก" และผู้รับซื้อฝากลงลายมือชื่อไว้ นั้น เมื่อปรากฏว่าบันทึกดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ความจริงผู้ขายฝากกับผู้รับซื้อฝากจะไม่รู้จักกัน ไม่เคยได้ติดต่อตกลงกันเลย ผู้รับซื้อฝากก็ไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ลงชื่อมอบหมายในใบมอบฉันทะให้จำเลยที่ ๒ แบ่งขายที่ดินแปลงหนึ่งโดยไม่ได้กรอกข้อความไว้ แต่จำเลยที่ ๒ กลับกรอกข้อความลงในใบมอบฉันทะนั้นทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งแปลงให้จำเลยที่ ๑ จนหลุดเป็นสิทธิแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ได้ดำเนินคดีอาญากับจำเลยที่ ๒ ฐานปลอมหนังสือ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุดไปแล้ว เพื่อให้การจดทะเบียนขายฝากและทำนิติกรรมขายฝากดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ จำเลยที่ ๑ มีเจตนาทุจริตนำความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีว่า ในการทำนิติกรรมขายฝากนั้น จำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อกับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโดยตรง และได้มีการตกลงกันอย่างแน่นอนแล้วที่จะทำนิติกรรมสัญญาและจดทะเบียนรายนี้ หากเกิดการผิดพลาด จำเลยที่ ๑ ขอรับผิดทั้งสิ้น ความจริงโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยติดต่อตกลงกันแต่อย่างใด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อทำนิติกรรมและจดทะเบียนขายฝาก การกระทำดังกล่าวยังเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของโจทก์ เป็นการกระทำไม่สุจริต โจทก์ขอถือเอาคำฟ้องเป็นการบอกล้างนิติกรรม นิติกรรมและการขายฝากที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์ต้องเสียหายเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗ และพิพากษาว่าการจดทะเบียนการขายฝากเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ใช้ค่าเสียหาย ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา ต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้กรอกข้อความครบถ้วนถูกต้อง ตรงกับเจตนาที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นคือขายฝากทั้งแปลง หากจำเลยที่ ๒ กรอกหนังสือมอบอำนาจผิดเจตนาของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก็ไม่รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์อย่างร้ายแรงเอง ทั้งจำเลยที่ ๑ รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ทั้งคดีส่วนแพ่งและส่วนอาญา

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันแจ้งความเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๒ เอาที่ดินไปขายฝากกับจำเลยที่ ๑ โดยไม่มีอำนาจ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจจะยึดถือเอาที่ดินของโจทก์ไว้ นิติกรรมขายฝากเป็นโมฆะ พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗ จำคุก ๓ เดือน นิติกรรมขายฝากที่ดินเป็นโมฆะ ให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนเสีย ให้จำเลยที่ ๑ นำโฉนดมาวางศาลภายใน ๑๕ วันเพื่อโจทก์รับไปติดต่อเจ้าพนักงานเพื่อจดทะเบียนเพิกถอนโดยจำเลยที่ ๑ เสียค่าธรรมเนียมในการเพิกถอนทั้งหมด และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดทางอาญาดังฟ้อง จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์เองประมาทเลินเล่อ พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๓๖๘๖ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ โดยรับมรดกมาจากบิดามารดา ได้มอบโฉนดไว้กับน้องชายซึ่งมีนางมะม่วง จำเลยที่ ๒ เป็นภรรยา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ โจทก์มีความประสงค์จะแบ่งขายที่ดินแปลงนี้จำนวน ๑ ไร่ จึงได้เซ็นชื่อในใบมอบฉันทะที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้นางมะม่วงไปจัดการดำเนินการให้แทนโจทก์ แต่นางมะม่วงกลับกรอกข้อความลงในใบมอบอำนาจเป็นว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางมะม่วงขายฝากที่ดินโฉนดดังกล่าวทั้งแปลง แล้วนำไปขายฝากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาและจดทะเบียนปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๕ ด้านหลังเอกสารหมาย จ.๕ มีตัวอักษรโดยใช้ตรายางประทับตัวอักษรสีแดงมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าผู้รับซื้อฝากขอยืนยันว่าในการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินรายนี้ ข้าพเจ้าผู้รับซื้อฝากได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรงได้มีการตกปากลงคำกันอย่างแน่นอนแล้วที่จะทำนิติกรรมสัญญาและขอจดทะเบียนรายนี้ หากเกิดการผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของผู้ขายฝาก ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น (ลงชื่อ) นางยี่โถ ผู้รับซื้อฝาก" ต่อมาปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โจทก์จึงทราบเรื่อง ได้บอกให้นางมะม่วงไปไถ่ถอน แต่ในที่สุดที่ดินหลุดเป็นสิทธิแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงฟ้องนางมะม่วงฐานปลอมเอกสาร ศาลชั้นต้นจำคุก ๓ เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ไปตรวจดูหลักฐานการจดทะเบียนขายฝากที่สำนักงานที่ดิน ปรากฏว่านางมะม่วงได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยบันทึกด้านหลังเอกสาร จ.๕ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อพูดตกลงกับโจทก์เรียบร้อยในการขายฝากรายนี้ ความจริงโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่เคยรู้จักและไม่เคยติดต่อตกลงกันเลย

ปัญหาว่า บันทึกด้านหลังเอกสาร จ.๕ ดังกล่าวที่จำเลยที่ ๑ ลงชื่อไว้ท้ายบันทึกจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำเบิกความของนายดอกบัว เจ้าพนักงานที่ดินผู้ลงชื่อในสัญญาขายฝากเอกสาร จ.๕ เบิกความว่า การที่มีการประทับตรายางมีข้อความว่า ผู้รับซื้อฝากคือจำเลยที่ ๑ รับรองว่าได้ติดต่อตกลงกับเจ้าของที่ดินแล้วนั้น ก็เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินที่ ๕/๒๕๐๗ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๐๗ เรื่องบันทึกคำยินยอมรับผิดชอบของผู้ซื้อที่ดินก่อนนั้นไม่มีการบันทึกเช่นนี้ เหตุที่กรมที่ดินออกคำสั่งที่ ๕/๒๕๐๗ ก็เพื่อป้องกันตนไม่ให้ถูกฟ้องให้รับผิดทางแพ่ง เพราะเคยถูกฟ้องเสมอ ๆ แม้จะมีคำสั่งกรมที่ดินที่ ๕/๒๕๐๗ นายดอกบัวก็ว่ามีบางกรณีเจ้าพนักงานอาจจะไม่ปฏิบัติตามได้สุดแล้วแต่ท้องถิ่น (เป็นแห่ง ๆ) ไป หากมีกรณีผิดพลาดเจ้าพนักงานรับผิดชอบเอง ดังนี้บันทึกที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ประทับตรายางเป็นอักษรสีแดง ให้จำเลยที่ ๑ เซ็นชื่อดังกล่าวข้างต้นนั้น มิใช่บันทึกตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นบันทึกเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินต้องถูกฟ้องร้องให้รับผิดในทางแพ่ง และตามเนื้อความแห่งบันทึกนั้นก็ว่า ถ้าเกิดความผิดพลาด เพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ ๑ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้นเป็นการผลักความรับผิดให้จำเลยที่ ๑ เมื่อมีการผิดพลาดเกิดขึ้นเช่นนี้ แม้ว่าความจริงโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะไม่รู้จักกัน ไม่เคยได้ติดต่อตกลงกันเลย จำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จดังโจทก์ฟ้อง

และได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไปด้วยว่า ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำผิดทางอาญา และฟังว่าจำเลยที่ ๑ กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

พิพากษายืน.

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ ผสม จิตรชุ่ม บัญญัติ สุชีวะ เดช วุฒิสิงห์ชัย

5. ที่มา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

6. หมายเหตุ

หมายเหตุ

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ